2012/Dec/30

ไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดวันความหวังแห่งชาติครั้งนี้ เลขที่ออกมาเชือดเฉือนหัวใจคนไทยทั้งชาติถึงเป็น 00

สาเหตุนั้นง่ายนิดเดียว คือมันเป็นผลกระทบมาจากการที่ผมเลือกที่จะทำความสะอาดห้องนอนครั้งใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นการทำความสะอาดห้องทุกซอกทุกมุม ครั้งแรกในรอบ 12 ปีหรือตั้งแต่ผมมีห้องส่วนตัวมาเลยทีเดียว

(ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตรูถึงเป็นภูมิแพ้)

เวลาบ่าย 2 ถึง 4 ทุ่มครึ่ง คือเวลาที่ผมใช้ทำความสะอาดห้องทุกขั้นตอน
(นับรวมเวลากินข้าวและอู้งานประมาณ หนึ่งชั่วโมง)

สเต็ปแรกของการทำความสะอาด ผมเลือกที่จะพาของสะสมในวัยอนุบาลถึงประถมต้นไปอาบน้ำ ซึ่งก็ประกอบด้วยเลโก้จำนวนหนึ่ง ที่ซ้อนกันไปซ้อนกันมาอย่างวกวน หุ่นเจ็ตแมนครบชุด หุ่นจูเรนเจอร์ครบชุด (หุ่นไดเรนเจอร์หายไปไหนหว่า...) และหุ่นต่างๆ อีก 1 ลังใหญ่

ผมมองว่าสิ่งที่พ่อแม่ซื้อให้ในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกที่พ่อแม่มีต่อผมในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี

ขอไม่เอ่ยถึงของสะสมในวัยประถมปลาย เพราะมีแต่แผ่นเกมก๊อบกับหนังสือการ์ตูนที่เก็บไว้อีกบ้านหนึ่ง ขณะที่ของสะสมในวัย ม.ต้น ก็มีแต่การ์ดยูกิ ที่กินพื้นที่ไม่เยอะ แต่กินตังค์เยอะกว่ากันหลายเท่า

ถัดมาผมก็ทำความสะอาดของสะสมในวัย ม.ปลาย-ปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับเกมและ FF ด้วยกันทั้งนั้น ไอ้ของที่ใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นชุด Advent Pieces กล่องรองเท้า Crisis Core กล่องโพชั่นรุ่นครบรอบ 10 ปี FFVII แล้วก็พวกกล่อง PS3 สองกล่อง กับกล่อง Wii ถ้ารวมเครื่องบูชาศรัทธาทั้งหลายที่อยู่บนหิ้งอีก 4 หิ้งใหญ่ๆ ด้วยกัน ก็ถือว่ามีปริมาณเยอะกว่าและแพงกว่าของเล่นในวัยเด็กมากนัก

ผมหยิบโปสเตอร์ FFX-2 รูปอาร์ทเวิร์คยูน่าหันข้างถือไทนีบีส์สองกระบอก ขึ้นมาดูแล้วก็คิด.... อยากจะเอาพวกของสะสมทั้งหมดเกี่ยวกับ FF มาถ่ายรูปบ้าๆ บอๆ แบบที่การกระกวด Super Fan เค้าทำกันบ้างจังเลย

แต่วินาทีต่อมา ความคิดดังกล่าวก็ชะงักลงด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงเหตุผลเดียว

หลายคนอาจมีเหตุผลนับล้านที่ใช้อธิบายว่าเหตุใดพวกเขาเหล่านั้นถึงสมควรเป็น Super Fan ของ FF
แต่สำหรับผม มีเพียงเหตุผลเดียวที่ว่าทำไมผมถึงไม่สมควรเป็น Super Fan ของ FF

นั่นคือ... "ตรูขี้เกียจ รื้อของเหล่านั้นออกมาเรียงรายเพียงเพื่อถ่ายรูป แล้วจัดกลับเข้าที่เดิม"

ต่อมา ผมก็มานั่งทำความสะอาดพวกกรอบรูปทั้งหลาย ซึ่งก็มีแต่ภาพถ่ายตอนรับรางวัลเรียนดี ซึ่งก็ได้มาตั้งแต่ ป.1 ยัน ม.6... กับภาพประกาศณียบัตรเรียนดี กิจกรรมเด่นทั้งหลาย ซึ่งได้มาเมื่อไหร่ พ่อผมจะเอาไปใส่กรอบไว้ทุกครั้ง พ่อเคยให้เหตุผลไว้ว่าเหตุที่ต้องทำแบบนั้น เพราะการใส่กรอบรูปจะทำให้ของเหล่านั้นมีคุณค่า ไม่ได้เป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อลูกหลานของเราได้มาเห็นภาพเหล่านั้น พวกเขาจะเกิดแรงบันดาลใจที่จะเป็นเยี่ยงอย่างเราให้ได้

....ทว่าในความคิดผม ไอ้ของที่วางเรียงๆ ไว้เยอะๆ มันจะด้อยคุณค่า กลายเป็นแค่ของโหลๆ เป็นเพียงเครื่องดักฝุ่นที่ไม่มีใครเมียงมอง ทุกวันนี้ไอ้พาธ หลานของผมก็ไม่คิดจะแลรูปเหล่านั้น และขืนไปลากมันมาดู มันก็จะหัวเราะในลำคอพร้อมเผยรอยยิ้มของมัจจุราชออกมา

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ ตั้งแต่พาธมีชีวิตในฐานะหลานของผม ผมก็ไม่เคยเห็นมันสอบได้อันดับอื่นนอกจากที่ 1 ของห้อง... และที่โหดกว่านั้นคือ มันไม่เคยสอบได้ต่ำกว่าอันดับ 2 ของชั้นเรียน... เรื่องกิจกรรมยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคุณเธอเป็นหัวหน้าของทุกๆ งานก็ว่าได้

อากู๋อย่างผม ไม่มีอะไรดีพอจะไปอวดมันได้เลยว่างั้นเถอะ

หลังจากนั้นผมก็ทำความสะอาดไปเรื่อย และก็ต้องตัดสินใจที่จะทิ้งรองเท้า 4 คู่ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากและทำร้ายจิตใจผมมาก

แต่ไหนแต่ไรมา ผมเป็นคนไม่กล้าทิ้งของ ยิ่งเป็นของที่ใช้มานาน ก็ยิ่งจะเก็บให้มันเป็นเครื่องดักฝุ่นเอาไว้ ผมชอบคิดมาตั้งแต่เด็กว่าของใช้ต่างๆ มันก็มีจิตวิญญาณของมัน และมันคงดีใจหากเราเก็บรักษามันไว้นานๆ ไหนๆ ได้พบเจอกันแล้วก็อยากจะให้ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

ทุกวันนี้ ผมก็ยังคงคิดแบบนั้น แต่สภาพห้องตอนนี้มันรกเกินกว่าจะทานทนได้จริงๆ แถมผมรู้สึกว่าตัวเองพร้อมจะจมกองฝุ่นตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และด้วยแรงยุของแม่ กับคำพูดที่ว่า "ลูกใช้ของเหล่านั้นมาคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจอีกแล้ว ถึงเวลาที่ต้องปล่อยวางมันไปจากเราแล้วล่ะ"

ผมถึงต้องตัดใจ ทิ้งรองเท้าผ้าใบ (ซื้อมาตั้งแต่ ม.ต้น) รองเท้าหนัง (ซื้อตอนปี 1) รองเท้าคอนเวิร์ส (ซื้อตอน ปี 2) และรองเท้าหนังถูกๆ อีกคู่ซึ่งผ่านการลุยน้ำท่วมมา (ซื้อเมื่อปีที่แล้ว) ซึ่งทุกคู่สภาพราวกับถูกสวมใส่ไปลุยสงครามโลกมา แถมยังผ่านการเย็บปะซ่อมอีกหลายครั้ง.... จนเหมาะแก่การใส่ออกไปประจานความเหนียมของตนยิ่งนัก ใส่ไปแสดงละครว่าตัวเองจนก็ได้เลย

นอกจากรองเท้าแล้ว ก็มีทิ้งใบเสร็จการชำระเงินต่างๆ ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาผมเก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเผื่อกรณีที่เกิดเหตุผิดพลาดโดนหาว่าตัวเองยังไม่ได้ชำระเงิน... จะว่าไปแล้วผมก็คงเป็นพวกวิตกจริตเกินไปจริงๆ ถึงได้เตรียมรับมือกับปัญหาแบบนี้ไว้ด้วย ทั้งที่มันไม่เคยมีวี่แววจะเกิดขึ้นเลยแท้ๆ

หลังทำความสะอาดของต่างๆ เสร็จ ผมก็เปลี่ยนผ้าปูที่นอน (พรุ่งนี้จะเอาพวกตุ๊กตาไปปั่นทำความสะอาด) แล้วก็ปัดกวาดเช็ดถูห้องเป็นครั้งสุดท้าย

เวลา 4 ทุ่มครึ่ง การทำความสะอาดสิ้นสุดลง เหงื่อไคลก็ชุ่มกาย

ผมมองไปยังห้องนอนของตนเอง ซึ่งโล่งขึ้นไม่มากนักเพราะผมก็ไม่ค่อยกล้าทิ้งอะไร
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ มันสะอาดขึ้น.... คราบฝุ่นต่างๆ ที่เฝ้าจับข้าวของมานานได้หายไปแล้ว

หวังว่าการทำความสะอาดห้องครั้งต่อไปของผม คงไม่ต้องรอถึง 12 ปีอีกแล้วละกัน...

Comment

Comment:

Tweet