2012/Jun/01

พอดีที่ทำงานให้ผมเขียนบทความส่งเป็นงานออกของสำนักกฎหมาย ในหัวข้อ "ชนแล้วหนี"
ซึ่งผมก็ไปนั่งเพ้อ พิมพ์รวดเดียวจบในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง แล้วส่งไป
ปรากฏว่าหลังจากส่งไปแล้ว นายท่านก็เอาบทความที่ผมเขียนไปแก้ไขตามความเห็นของเขา

ผมเอาบทความที่นายท่านแก้เสร็จแล้วมาอ่าน ก็พบว่าการลำดับเรื่องราวยังเหมือนบทความของผมทุกประการ จะต่างกันก็แค่วิธีการใช้คำพูดในการเล่าเรื่อง ที่เปลี่ยนสไตล์ไปอย่างชัดเจน

ใครว่างๆ ก็อยากให้ลองอ่านกัน แล้วบอกผมหน่อยว่า...
1. บทความไหนดีกว่ากัน?
2. บทความไหน คือบทความต้นฉบับที่ผมเขียนเอง

---------------------------------------------

ชนแล้วหนี... ความคิดที่ดีหรือการหาเรื่องใส่ตัว?

สัจธรรมประการหนึ่งที่ผู้ขับขี่รถยนต์รวมถึงคนเดินถนนทั้งหลายล้วนตระหนักดี ก็คือการที่อุบัติเหตุบนท้องถนนนั้น สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และแม้จะมีการพร่ำสอนหรือรณรงค์ให้ผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนทั้งหลายมีสติสักเพียงไร แต่คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าอุบัติภัยจากท้องถนนนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด

ด้วยเหตุนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนขึ้นนั้น จึงเป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่ทุกคนจำเป็นที่จะต้องรู้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

โดยปกติแล้วตามสัญชาตญาณของมนุษย์ เมื่อผู้ขับขี่ได้ไปขับรถชนใครเข้าก็มักจะเกิดอาการตกใจกลัว ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร และหากสบโอกาสก็อยากปฏิเสธความจริงด้วยการขับรถหนีไปจากที่เกิดเหตุให้ไวที่สุด ดังตัวอย่างกรณีผู้ขับขี่รถยนต์มินิคูเปอร์ที่พลั้งเผลอไปชนพลเมืองดีบนสะพานพระราม 9 แล้วขับรถหนีไปด้วยความตื่นตกใจ ดังที่ผู้อ่านทุกท่านคงจะได้ยินจากรายงานข่าวเมื่อเร็วๆ นี้

แต่แม้ว่าการชนแล้วหนีจะเป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจของผู้ขับขี่ทุกคนในยามที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น ทว่าการตัดสินใจแบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก ยิ่งหากผู้ประสบอุบัติเหตุได้รับอันตรายสาหัสถึงแก่ชีวิตเพราะการที่ผู้ขับขี่ไม่ลงไปช่วย ตัวผู้ขับขี่เองก็คงต้องย้อนกลับมาคิดเสียใจทีหลังว่าทำไมตอนนั้น ตนถึงไม่ยอมลงไปช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุนั้น

ในประเด็นนี้ ผู้ขับขี่ทุกคนจึงควรรู้ว่าแท้จริงแล้วหน้าที่ๆ ตนพึงจดจำ และควรปฏิบัติตามให้ได้ในยามที่ตนได้ไปขับรถชนใครหรือทรัพย์สินของผู้ใดเข้า มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการคือ

1. ต้องหยุดรถ

2. ต้องลงไปให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายตามสมควร หากปฐมพยาบาลได้ก็ควรช่วย หากเรียกรถพยาบาลหรือพาไปส่งที่โรงพยาบาลได้เลยก็พึงกระทำตามแต่กรณี

3. ต้องแสดงตัวและแจ้งเรื่องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

4. ต้องแจ้งชื่อสกุล ที่อยู่ และเลขทะเบียนรถให้แก่ผู้เสียหายทราบ

หน้าที่ทั้ง 4 ประการนี้ เป็นทั้งหน้าที่ตามศีลธรรมอันดี ที่เพื่อนมนุษย์ควรจะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันก็เป็นหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ในพ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78

ในทางตรงกันข้าม หากผู้ขับขี่เลือกที่จะหลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ผลร้ายทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้ขับขี่เอง ก็คือการถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้กระทำผิด และในกรณีที่ผู้ขับขี่ทิ้งรถไว้แล้วหลบหนีไป ตำรวจก็จะมีอำนาจยึดรถคันดังกล่าวไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือพบตัวผู้ขับขี่ แต่หากภายใน 6 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถคันนั้นไม่มาแสดงตัว รถคันดังกล่าวก็จะตกเป็นทรัพย์สินของรัฐ

นอกจากนี้ มาตรา 160 ของ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ยังได้กำหนดโทษไว้สำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งโทษเบื้องต้นนั้นก็คือการจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการที่ผู้ขับขี่ไม่ลงไปให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต โทษเบื้องต้นที่กฎหมายบัญญัติไว้จะกลายเป็นการจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งโทษดังกล่าวเป็นเพียงโทษขั้นต้นจากการไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ขับขี่ที่ดีเท่านั้น ยังไม่รวมโทษจากความประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย ซึ่งผลดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงให้โทษเพิ่มสูงขึ้นไปอีกมาก

ถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะทราบกันดีแล้วว่า แม้ว่าการชนแล้วหนีนั้นจะทำให้ผู้ขับขี่หลีกหนีผลกรรมจากการกระทำของตนไปได้ชั่วขณะ แต่ในระยะยาวแล้วการชนแล้วหนีนั้น มีแต่จะนำผลร้ายมาสู่ผู้ขับขี่  จนอาจทำให้ผู้ที่ชนแล้วหนีหลายๆ คนนีกเสียใจภายหลังว่า “รู้แบบนี้ ขอลงไปช่วยผู้เสียหายตั้งแต่แรกดีกว่า”

แม้ว่าจะไม่มีใครอยากให้มันเกิด แต่อุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทว่าสิ่งที่ผู้ขับขี่และคนเดินถนนอย่างเราๆ ทุกท่านพอจะทำได้ก็คือการมีสติอยู่เสมอ เพื่อที่สตินั้นจะช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุลงไปได้บ้าง เพื่อที่สตินั้นจะช่วยประคองผู้ขับขี่ทุกท่านจากอาการหวาดผวาตกใจในยามที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น และเพื่อที่สตินั้นจะช่วยทำให้ผู้ขับขี่ได้ลงไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุนั้น

“คุณครับ! เป็นอะไรรึเปล่า? บาดเจ็บตรงไหนมั้ยครับ!?”

บ่อยครั้งประโยคง่ายๆ แบบนี้แหละก็ช่วยผัดผ่อนปัญหาที่หนักให้กลายเป็นเบา

ดังนั้นในยามที่อุบัติเหตุเกิดขึ้น หากผู้ขับขี่เลือกที่จะรีบลงไปดูอาการและช่วยเหลือผู้เสียหายแล้ว นอกจากจะเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย รอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ก็จะยังคงดำรงอยู่ในสังคมบ้านเมืองเราต่อไป อย่างที่มันควรจะเป็น

---------------------------------------------

ชนแล้วหนี... ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม

สัจธรรมประการหนึ่งที่ผู้ขับขี่รถยนต์รวมถึงคนเดินถนนทั้งหลายล้วนตระหนักว่า อุบัติเหตุบนท้องถนน สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว

ในกรณีที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น คนเรามักจะตกใจจนไม่มีสติ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ดังที่ปรากฏให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เสมอๆ คือกรณีขับรถชนแล้วหนี ด้วยเหตุนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่เอง เป็นผู้โดยสาร หรือผู้พบเห็นเหตุการณ์ ควรรู้ไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

1. ในกรณีเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ : ควรช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ซึ่งหน้าที่ทางศีลธรรมจรรยาส่วนนี้ ได้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายอาญา มาตรา 374 ให้เป็นความผิดลหุโทษอีกด้วย นอกจากนี้ ถ้าเห็นคู่กรณีหนี ควรจดเลขทะเบียนรถ ยี่ห้อ สีรถ แล้วรีบแจ้งตำรวจทันที

2. ในกรณีที่เป็นผู้ขับ : หน้าที่ของคนขับรถเมื่อเกิดรถชนกัน ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 มีดังนี้

2.1 ต้องหยุดรถ และลงไปให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายตามสมควร หากปฐมพยาบาลได้ก็ควรช่วย  หรือเรียกรถพยาบาลหรือพาไปส่งที่โรงพยาบาลตามแต่กรณี

2.2 ต้องไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานตำรวจที่ใกล้เคียงทันที

2.3 ต้องแจ้งชื่อสกุล ที่อยู่ และเลขทะเบียนรถให้แก่ผู้เสียหายทราบ

หน้าที่ดังกล่าว ถือเป็นทั้งหน้าที่ตามกฎหมายและหน้าที่ตามศีลธรรมอันดีที่เพื่อนมนุษย์ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เมื่อเกิดเหตุชนแล้วหนี ต้องมีสติ ไม่ควรหลบหนี เพราะหากหลบหนีหรือไม่แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้กระทำผิด และในกรณีที่ผู้ขับขี่ทิ้งรถไว้แล้วหลบหนีไป ตำรวจมีอำนาจยึดรถคันดังกล่าวไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือพบตัวผู้ขับขี่ และหากภายใน 6 เดือนนับจากวันเกิดเหตุ เจ้าของหรือผู้ครอบครองรถคันนั้นไม่มาแสดงตัว รถคันดังกล่าวก็จะตกเป็นทรัพย์สินของรัฐ

นอกจากนี้ มาตรา 160 ของ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ยังได้กำหนดโทษไว้สำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งโทษเบื้องต้นนั้นก็คือการจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากการที่ผู้ขับขี่ไม่ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งโทษดังกล่าวเป็นเพียงโทษจากการไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ขับขี่ที่ดีเท่านั้น ยังไม่รวมโทษทางอาญาที่ขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย ซึ่งทำให้ได้รับโทษสูงขึ้น

 “คุณครับ! เป็นอะไรรึเปล่า? บาดเจ็บตรงไหนมั้ยครับ!?”

ประโยคง่ายๆ แบบนี้แหละที่ช่วยผ่อนปัญหาที่หนักให้กลายเป็นเบา

การขับรถชนแล้วหนี เป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและขาดมนุษยธรรม ดังนั้น เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น หากผู้ขับขี่เลือกที่จะช่วยเหลือผู้เสียหาย นอกจากจะเป็นผลดีต่อรูปคดีแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังสามารถเจรจาด้วยรอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ที่ควรรักษาไว้คู่สังคมไทยต่อไป

Comment

Comment:

Tweet


The customers trust this resume service cause they are the most trustworthy! Our organization performs resume writing (prime-resume.com) to conform the precise range of study you desire.
#7 by check this link (103.7.57.18|46.161.41.16) At 2013-04-01 10:16,
Professional resume writers review will give you a hint where to buy resume paper if you are busy to write a resume, just go to <a href="http://www.marvelousresume.com/">marvelousresume.com</a>, view resume templates and our professional resume writers will be ready to provide you resume writing tips. Buying resume with us is pretty easy, buy resumes now and stay satisfied about your career.
#6 by TORRESShanna24 (103.7.57.18|91.201.64.16) At 2013-03-11 08:57,
ตบไหล่แปะๆ ในโลกการทำงานเจ้านายย่อมเป็นใหญ่เสมอ
สไตล์นายเขาดูสมกับพวกทนายประสบการณ์สูงอะนะ เหมือนอ่านตำรากฎหมายน่ะ
#5 by -shinya- At 2012-06-02 22:57,
  ถูกเผงจ้ะ ไม่เสียทีที่รู้จักกันมานาน
ผมพยายามจะใช้ภาษาแบบเบาๆ ไม่ตำหนิ ไม่ด่าอะไร แต่เป็นไปในเชิงโน้มน้าวมากกว่า ส่วนบทความหลังที่นายท่านไปแก้มา... มันกลายเป็นภาษาแบบทางการ ออกเชิงนโยบาย/คำสั่ง ซึ่งผมมองว่าอิทธิพลในการโน้มน้าวของภาษาแบบนี้มีค่อนข้างต่ำ.... อ่านแล้วดูทรงพลัง แต่ประสิทธิภาพในการจูงใจให้คล้อยตามต่ำต้อย
ที่สำคัญ... ไอ้ที่นายท่านไปแก้มา เค้าพยายามตัดคำฟุ่มเฟือยออกเพราะมองว่ามันไม่จำเป็น แต่ผมมองว่าการเขียนบทความไม่ใช่การเขียนโทรเลข คำใดที่ใส่ไปแล้วทำให้รูปประโยคมันคล้องจอง ไหลลื่น สวยงาม จดจำง่ายขึ้นก็ใส่ๆ ไปเถอะ....
สรุปว่าเจ็บแค้นเคืองโกรธ และแค่อยากหาคนช่วยยืนยันความคิดของผมเองครับ แหะๆ
#4 by Tae & BoN At 2012-06-02 00:59,
//ลอกข้อสอบสองคนข้างบน
#3 by กระรอกโฉด At 2012-06-01 21:16,
ชอบสีน้ำเงิน
และคิดว่าสีน้ำเงินคือของคุณ bonff
#2 by リリース At 2012-06-01 20:10,
/เดินมานั่งที่โต๊ะ
1.คิดว่าบทความแรกเหมาะกับการเผยแพร่ให้อ่านในอินเตอร์เน็ทเพราะดูอ่านง่าย ภาษาชวนให้สนใจ ส่วนบทความสองดูเป็นทางการ เหมาะกับพวกคอลัมม์ในหนังสือพิมพ์
/ควักสก๊อตเทปขึ้นมาจากใต้โต๊ะในกรณีต้องเก็บเศษหน้า
2.คิดว่าบทความแรกคืออันที่บอนๆเขียนครัฟ
#1 by -shinya- At 2012-06-01 19:42,