วันนี้ตื่นแต่เช้า ประมาณ 6 โมงครึ่ง รีบล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะติดรถพี่ชายไปยังกรมขนส่งใหญ่ที่หมอชิตเพื่อสอบใบขับขี่ยวดยานพาหนะ ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคล พอไปถึงก็ขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคาร 4 ซึ่งเป็นอาคารสำหรับสมัครสอบ ซึ่งวันที่ผมไปนี้ก็มีคนมาสมัครสอบร้อยกว่าคนเลยทีเดียว
เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครก็มี...
1. สำเนาบัตรประชาชน เซ็นสำเนาถูกต้อง พร้อมชื่อภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ (เอาบัตรจริงไปด้วย)
2. ใบรับรองแพทย์ (หาซื้อได้แถวอาคารสอบ)
3. รูปถ่าย 1 นิ้วจำนวน 2 รูป (ถ้าไม่มีเค้าก็จะถ่ายเราสดๆ)
สำเนาทะเบียนบ้านไม่ต้องเอาไปนะจ้ะ แต่ก็เห็นเอาไปแทบทุกคนเลย ซึ่งก็ไม่ได้ใช้
ไปถึงก็ติดต่อประชาสัมพันธ์ ว่าแล้วก็เข้าสู่กระบวนการตรวจเอกสาร พอตรวจเสร็จแล้วเค้าก็จะชี้ให้เราไปทางช่องนู้นช่องนี้ เพื่อกรอกเอกสาร รับแบบประเมินการทดสอบ เราก็เดินตามช่องไปเรื่อยๆ กรอกๆ มันเข้าไปจนกว่าจะถึงช่วงทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย
การทดสอบสมรรถภาพแบ่งเป็น 3 ด่านด้วยกัน
ด่านแรก คือด่านทดสอบตาบอดสี เจ้าหน้าที่จะใช้ไม้ชี้ไปยังวงกลมสีต่างๆ ที่อยู่บนแผ่นกระดาน เมื่อเค้าชี้สีอะไร เราก็ตอบสีนั้น นั่นคือวิธีผ่านด่านนี้ที่ถูกต้อง แต่เอาเข้าจริงแล้ว ตอนเจ้าหน้าที่เค้าสอบเรา ตาเค้าก็หันมองไปทางอื่น มองดูคนบ้าง มองดูเอกสารบ้าง แต่ไม่ได้มองดูที่กระดาน ดังนั้นตัวเค้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเค้าชี้ที่สีอะไรอยู่ นั่นแปลว่าขอเพียงเราตอบเค้าไปเร็วๆ ด้วยท่าทางที่มั่นใจ ไม่ว่าจะตอบถูกหรือตอบผิด แต่พอตอบไปซัก 5-6 ครั้งเค้าก็จะให้ผ่านแล้ว
ข้อควรระวังสำหรับด่านนี้คือ แม้ว่าสีแดงบนกระดานมันจะทำออกมาคล้ายสีส้มมากก็ตาม แต่ก็อย่าไปตอบสีอื่นนอกจากสีแดง เหลือง เขียว ไม่งั้นจะโดนหาว่าตาบอดสีเอาง่ายๆ และอย่าตอบอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่งั้นจะโดนไล่ไปต่อคิวใหม่
ต่อมาด่านที่สอง คือการทดสอบปฎิกิริยาการตอบสนองของเท้า เราจะต้องนั่งบนเก้าอี้ และมีแท่นเหยียบคันเร่งจำลองกับเบรคจำลองอยู่ตรงพื้น ด้านหน้าเราจะมีไฟจราจรจำลอง กับกล่องจับเวลา
สิ่งที่เราต้องทำ คือการใช้ตีนขวาประทับลงไปบนคันเร่งจำลอง แล้วไฟจราจรจำลองจะส่องแสงสีเขียวออกมา ให้เราเหยียบอยู่พักนึง จนมันขึ้นเป็นสีแดง พอเห็นสีแดงแล้วก็ให้รีบสับตีนไปเหยียบที่เบรคจำลองให้ได้ภายใน 1 วินาที ตัวกล่องจับเวลาจะขึ้นบอกว่าเราใช้เวลาเท่าไหร่นับแต่มันขึ้นไฟแดงจนเราเหยียบเบรคจำลองลงไป โดยรวมแล้วก็ไม่ยากครับ ถ้าไม่งึกงักซะอย่างยังไงก็ผ่านได้
ถ้ดมาด่านที่สาม เป็นการทดสอบความกว้างของสายตา เราต้องเอาหน้าเค้าไปแนบกับเครื่องตรวจสายตา จากนั้นบริเวณด้านซ้ายและขวาของเครื่องจะมีแถบสีต่างๆ ขึ้นมาสลับกัน เราต้องตอบเจ้าหน้าที่ว่ามันขึ้นแถบสีอะไรขึ้นมาบ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่เค้าก็จะรีบเปลี่ยนสีไปมาเร็วมากๆ ดังนั้นเราก็ตอบๆ สีแดง สีเหลือง สีเขียวไปเถอะครับ เค้ากดรัวซะขนาดนั้นแปลว่าเค้าไม่ได้สนใจคำตอบของเราอยู่แล้ว ก็แค่อยากคัดคนให้เสร็จๆ เร็วๆ เท่านั้นแล
ผ่านสามด่านมาแล้ว ต่อไปก็เดินไปลงชื่อเค้ารับการอบรมและรับบัตรคิว ซึ่งโปรดระวังไว้ให้ดี เพราะคุณป้าที่รับลงชื่อและแจกบัตรคิวนั่นท่าทางจะมีอาการทางจิตประสาทอยู่พอควร ที่ผมเจอคือ เค้าไม่บอกว่าให้เราทำอะไร ไม่บอกว่าเราต้องกรอกอะไร ไม่อธิบายห่านอะไรเลย แล้วก็ดุทุกคนว่าทำไมไม่รู้จักใช้ไหวพริบเอาเองล่ะคะ... จริงๆ ถ้าคุณป้าเค้ามีสติซักนิดนึง ก็น่าจะทราบได้นะครับว่าการที่คุณป้าต้องดุทุกคน แปลว่าสิ่งที่คุณป้าทำน่ะมันขัดกับสิ่งที่วิญญูชนเค้าพึงระลึกได้กันนั่นเอง
นับจากเข้ามาจนถึงตอนนี้ก็กินเวลาไปชั่วโมงครึ่งแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการยัดความรู้วิชาการจราจรทั้งหมดลงในกบาลน้อยๆ ของแต่ละคน เราจะได้เดินเข้าไปที่ห้องอบรม ทีโต๊ะของแต่ละคนจะมีหนังสือวิชาการจราจรขนาด 64 หน้าให้เราอ่าน ภายใน 2 ชั่วโมงต่อไปนี้จะมีเจ้าหน้าที่มาอธิบายกฎจราจรและมารยาทการใช้รถใช้ถนน ขณะเดียวกันเราก็ต้องอ่านหนังสือดังกล่าวไปด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร อีกทั้งเจ้าที่ๆ มาบรรยานก็พูดแบบมีอารมณ์ร่วมไปกับการบรรยายดี (ทั้งที่เค้าต้องบรรยายแบบนี้ทุกวันนะเนี่ย) ก็ไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ครับ
พอถึงเวลา 11.30 น. เราจะออกจากห้องอบรม เพื่อไปเข้าห้องน้ำอะไรให้เรียบร้อย จากนั้นก็เข้าไปในห้องสอบ
ที่ห้องสอบจะมีชั้นวางของเป็นช่องๆ เราก็ต้องเอาสัมภาระของเรามาวางที่นี่ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นก็ไปรับบัตรบันทึกคะแนนจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าบัตรนี้ก็เป็นบัตรอิเลคโทรนิกซ์ซะด้วย
พอได้บัตรมาแล้ว เราก็เดินเข้าไปที่ยังที่นั่งสอบ ทุกที่นั่งสอบจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมทดสอบไว้อยู่ ตัวโปรแกรมจะสุ่มคำถามมาถามเรา 30 ข้อ และมีตัวเลือกให้เราเลือก 4 ตัวเลือกด้วยกัน ในการหาที่นั่งนั้นเราจะเลือกนั่งที่นั่งไหนก็ได้ตามสะดวก แต่อย่าหวังว่าจะถามกันได้ เพราะที่นั่งสอบของแต่ละคนจะมีที่กั้นอยู่ระหว่างกัน ทำให้ถามกันได้ไม่สะดวก อีกทั้งที่นั่งมันก็แยกๆ ห่างๆ กันอีกด้วย
เรื่องจะลอกข้อสอบยิ่งเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้เพราะทางกรมขนส่งได้ออกข้อสอบเอาไว้หลายพันข้อ แต่เจ้าคอมพิวเตอร์จะทำการสุ่มข้อสอบมาให้เราทำ 30 ข้อ คำถามที่ถูกสุ่มออกมาให้ผู้เข้าสอบแต่ละคนมันจะไม่เหมือนกัน แต่ละคำถามก็จะมีหมายเลขกำกับด้วยว่านี่เป็นคำถามข้อที่เท่าไหร่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ตั้งใจสังเกตมาก แต่มีเงยหน้ามองอยู่ข้อนึง พบว่าเป็นคำถามหมายเลข 29XX.... นี่เค้าคิดคำถามไว้เยอะขนาดไหนกันนะเนี่ย...
ในการสอบกากบาทนี้มีเวลาให้ทำข้อสอบ 1 ชั่วโมง แต่ปกติแล้วทำไปซัก 20 นาทีก็น่าจะเสร็จกันหมดแล้ว คนที่ออกช้าที่สุดก็ออกตอนทำข้อสอบไป 40 นาที ใครที่สามารถทำได้ตั้งแต่ 23 คะแนนขึ้นไปก็จะผ่านการทดสอบภาคทฤษฎีและสามารถไปสอบภาคปฏิบัติได้
ตัวผมเอง เนื่องจากมีธุระต้องทำต่อตอนบ่าย ก็เลยไม่คิดจะอยู่รอสอบภาคปฏิบัติ ตอนสอบกากบาทก็เลยรีบๆ ทำมั่วๆ เพื่อจะได้ออกไปทำธุระไวๆ ปรากฏว่ารีบไปหน่อยก็เลยทำเสร็จในเวลาไม่ถึง 5 นาที (มองแวบเดียวตอบทุกข้อแหละ) พอเสร็จแล้วก็รีบกดปุ่มส่งข้อสอบ ตัวเครื่องก็จะบอกทันทีว่าเราได้คะแนนเท่าไหร่ ซึ่งผมก็ดันได้ไป 29/30 คะแนน
ถึงตอนนี้ผมก็ยกมือถามเจ้าหน้าที่ว่าให้ทำอะไรต่อครับ เจ้าหน้าที่ก็เดินมาดูด้วยสายตางงๆ ว่ามั่วอีท่าไหนจนได้ 29 คะแนน แล้วทำไมถึงเสร็จเร็วขนาดนี้ พอเจ้าหน้าที่เห็นคะแนนผมก็บอกว่าผมผ่านแล้ว จากนั้นเค้าก็ดึงบัตรออกมาจากเครื่องและให้ผมไปรับเอกสารสำหรับสอบภาคปฏิบัติ และออกจากห้องสอบได้.... ในฐานะคนที่อาจหาญทำมั่วจนเสร็จเป็นคนแรก จากบรรดาผู้เข้าสอบร้อยกว่าคน...= ='....
ผมก็เดินออกจากห้องสอบ แล้วก็เดินออกจากกรมขนส่งไปไกลแล้ว เตรียมจะไปขึ้นรถ....
แต่แล้วก็ตระหนักได้ว่า ตัวเองลืมกระเป๋าสะพายไว้ที่ห้องสอบ... ตอนสอบเสร็จมัวแต่รีบมากไปหน่อย ก็เลยเดินตัวเปล่าออกมาซะอย่างงั้น ผมเลยต้องย้อนกลับไปที่ห้องสอบใหม่ ก็เข้าไปถึงตอน 12.10 น. แล้วก็พบว่าเหลือผู้เข้าสอบ 1 คนที่ยังสอบไม่เสร็จ
เป็นอันว่าการสอบภาคทฤษฎีก็จบแต่เพียงเท่านี้..... แล้วไว้ติดตามกันต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันถัดไป...
[UPdate 27/10/2009]
วันนี้ไปสอบภาคปฏิบัติมาต่อ ถึงสนามสอบเวลาประมาณ 13.05 น.
ไปถึงก็เอาเอกสารที่ได้รับจากเมื่อวานเข้าไปยื่นเพื่อรับบัตรคิว ซึ่งผมไำด้คิวที่ 155
เสร็จแล้ก็ไปเข้าห้องอบรม เพื่อฟังบรรยายวิธีการสอบ โดนเจ้าหน้าที่จะเปิดวีดีโอให้เราดู พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอนต่างๆ ไปด้วย น่าเสียดายที่ผมเข้าไปถึงตอนที่เค้าอธิบายกำลังจะจบพอดี ก็เลยไม่ได้ฟังรายละเอียดอะไร
เมื่ออบรมจบแล้ว ใครที่เอารถมาเองก็ไปขับรถของตัวเองต่อคิวเข้าสนามสอบได้เลย ใครพร้อมก่อนก็เข้าไปก่อน ไม่ต้องเรียงลำดับตามบัตรคิว ส่วนใครที่ไม่ได้เอารถมาก็ให้ไปที่จุดบริการเช่ารถ แล้วก็ขับรถมาต่อคิวเข้าสนามสอบ
ในการสอบปฏิบัตินั้นจะมีอยู่ 3 ด่านด้วยกัน
1. ด่านขับปกติ ให้เราขับรถตรง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ไปตามทาง เข้าไปในซองจอด แล้วก็ถอยหลังออกมา
2. ด่านเข้าซอง หลังจากถอยหลังออกมาแล้ว ก็ให้เราถอยไปเรื่อยๆ จนเจอช่องสำหรับจอดรถ เราก็ถอยเข้าไปจอดในซองให้เรียบร้อย ในจุดนี้กรรมการจะให้โอกาสเราเดินหน้าและถอยหลังได้รวมกัน 7 ครั้ง ถ้าใช้เกินก็ตก ถ้างึกงักก็ตก ถ้าชนเสาชนกรวยก็ตก ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ก็ตกด่านนี้ระเนระนาดกันไปหมด ส่วนใหญ่จะชนเสาล้มรองมาก็คือถอยเข้าซองไม่เป็นเลย ประมาณว่าไม่รู้ว่าควรหักพวงมาลัยตอนไหน และไม่รู้ว่าควรหักเยอะแค่ไหนนั่นเอง
3. ด่านจอดเทียบ ให้เราขับรถชิดฟุตบาธไปหยุดตรงจุดจอด โดยห้ามเลยเส้นหยุด ห้ามอยู่ด้านหลังเส้นเกินกว่า 1 เมตร และต้องชิดริมฟุตบาธในระยะไม่เกิน 25 เซนติเมตรด่านนี้เอาจริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก เราก็ไถๆ ไปตามฟุตบาธอย่างช้าๆ พอรู้สึกว่าล้อหน้ามันแตะริมฟุตบาธแล้ว เราก็หักพวงมาลัยออกมาให้ล้อมันห่างจากฟุตบาธเล็กน้อย จากนั้นก็ประควงพวงมาลัยตรงไปตามปกติ
พอผ่าน 3 ด่านนี้แล้วเราก็ขับรถไปตามทางจนถึงทางออกจากสนามสอบ กรรมการจะส่งใบประเมินมาให้เราดูว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าไม่ผ่านในใบประเมินก็จะเขียนไว้ว่าเราสอบตกที่ด่านไหนบ้าง ซึ่งบอนๆที่ตื่นเต้น ประหม่า และตกใจอย่างแรง ก็อาศัยพลังแห่งศรัทธา สอบผ่านไปได้อย่างงดงาม ตอนสอบเข้าซองที่ด่าน 2 ก็ถอยหลังปื๊ดเดียวเข้าจอดได้อย่างแนบเนียน... ปาฏิหาริย์จริงๆ พับผ่าสิ ทีตอนซ้อมล่ะทำกี่ทีก็ทำไม่ได้ ทำให้ตายก็ทำไม่ได้ แต่ตอนสอบดันองค์ลงเลยจอดได้อย่างงดงามพอดิบพอดี...
เสร็จแล้วก็เดินกลับไปที่อาคาร 4 ชั้น 2 ติดต่อประชาสัมพันธ์เพื่อทำเรื่องรับใบขับขี่ จากนั้นเค้าบอกให้เราไปต่อคิวที่ช่องไหนก็ไป แล้วก็เดินตามสเต็บไปเรื่อยๆ จนถึงจุดชำระเงินก็ชำระซะ แล้วก็จะใบขับขี่มา ซึ่งตอนนี้ใบขับขี่ก็มี 2 แบบด้วยกันคือแบบเก่าที่เป็นกระดาษธรรมดาๆ แปะด้วยรูปถ่ายที่เราเตรียมมา ใช้ขับขี่ได้แค่ในประเทศไทย กับแบบใหม่ที่เป็นบัตรสมาร์ทการ์ด ซึ่งประดับด้วยรูปถ่ายของเราที่เค้าจะถ่ายสดๆ ในตอนนั้น แบบหลังนี้จะใช้ขับขี่ได้ทั่วย่านอาเซีัยน ใครที่ต้องการออกไปขับที่ต่างประเทศได้ก็ต้องทำแบบสมาร์ทการ์ด ซึ่งต้องเสียค่าทำบัตร 205 บาท ขณะที่แบบเก่าที่เป็นบัตรกระดาษธรรมดาๆ เสียค่าใช้จ่ายเพียง 105 บาท
แล้วเรื่องราวของการสอบขับรถก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ อีก 1 ปีข้างหน้าค่อยไปต่ออายุใหม่ครับ :P
เราก็เพ่งแล้วเพ่งอีก