จบสิ้นกันไปแล้วนะครับสำหรับยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกประจำฤดูกาล 2007/2008 เมื่อคืนนี้คนที่อุตส่าห์ถ่างตาอยู่ดูจนถึงรุ่งสางก็คงได้ซึมซับกับอรรถรสความมันส์ระดับ 5 ดาวของเกมนัดชิงชนะเลิศในปีนี้กันไปแล้ว ถึงแม้ว่าเกมปีนี้อาจจะไม่ได้มีความมันส์สะเด่าและเร้าใจเหมือนเกมนัดชิงชนะเลิศระหว่างเอซีมิลานกับลิเวอร์พูลเมื่อ 3 ฤดูกาลก่อนที่ถูกจัดให้เป็นนัดชิงชนะเลิศที่มีความเอ๊กไซท์มากที่สุด แต่เกมเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาก็คงเป็นอีกหนึ่งเกมที่สาวกของปิศาจแดงและสิงห์บลูจะต้องจดจำกันตลอดไป
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 1.45 นาฬิกาของวันที่ผ่านมา ผมเปิดทีวี 21 นิ้วคู่ใจขึ้นมาเพื่อรับชมเกมฟุตบอลอย่างที่คุ้นเคย ทันทีที่เครื่องรับโทรทัศน์สามารถจับสัญญาณภาพได้ ผมก็ทำการปิดเสียงทีวีและหันไปฟังการบรรยายเกมจากทางวิทยุคลื่น 105.0 MHz แทน
เนื้อหาในช่วง 90 นาทีแรกนั้นไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ครึ่งแรกแมนยูเป็นฝ่ายที่ครองบอลบุกได้เหนือกว่าและโรนัลโด้ก็ยังสามารถพังประตูขึ้นนำให้กับทีมไปก่อนได้ แต่แล้วในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งแรกแลมพาร์ดก็ช่วยยิงตีเสมอให้กับทีมในจังหวะที่แมนยูเล่นกันพลาดและฟานเดอร์ซาร์ก็ยังลื่นล้มไปซะเอง ส่วนในครึ่งหลังเชลซีเป็นฝ่ายที่บุกได้ดีกว่าแต่ทั้งสองทีมก็ยังไม่สามารถทำอะไรกันได้ จบ 90 นาทีจึงเสมอกันไป 1-1
พูดถึงเรื่องที่ฟานเดอร์ซาร์ลื่นล้มแล้วก็อยากจะพูดถึงสภาพสนามแห่งกรุงมอสโคซักนิดนึง เดิมทีแล้วสนามลิซนิกีสเตเดี้ยมแห่งนี้เป็นสนามที่ใช้หญ้าเทียมเล่นกันมาตลอด แต่พึ่งจะเปลี่ยนมาปูหญ้าลงในสนามเพื่อรองรับเกมนัดชิงชนะเลิศก่อนที่เกมจะเริ่มเพียง 15 วันเท่านั้น ในจุดนี้สังเกตได้ว่าระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่น้อยเกินไป ทำให้สภาพของสนามนั้นยังไม่เข้าที่เข้าทาง หากใครประคองตัวไม่ดีก็อาจพลาดลื่นล้มหัวทิ่มดินเอาง่ายๆ
ทีนี้เวรกรรมก็บังเกิดเมื่อคืนที่ผ่านมาดันมีพายุฝนลูกใหญ่สาดกระหน่ำลงมาที่กรุงมอสโค ราวกับว่าต้องการจะทำให้อุณหภูมิของเกมที่จัดว่าเข้าขั้นเดือดอยู่แล้ว พึ่งสูงเข้าไปถึงจุดที่มันทะลักทะลายมากขึ้น จริงๆ แล้วผมว่าฉากการต่อสู้หรือการทำอะไรก็ตามในสภาพที่มีสายฝนสาดกระหน่ำลงมาบนร่างกายนี่ มันทำให้ตัวผู้แสดงและผู้รับชม รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของเกมการต่อสู้ที่กำลังฟาดฟันกันอยู่ได้มากยิ่งขึ้น นั่นคือข้อดีของสายฝนครับ แต่สำหรับข้อเสียของมัน... ลองนึกภาพสนามที่ตัวหญ้าไม่สมประกอบแถมยังมีน้ำเจิ่งนองไปทั่วเอาละกันครับ ลานสเก็ตน้ำแข็งเป็นอย่างไร สนามลุซนิกิสเตเดี้ยมเมื่อคืนก็เป็นแบบนั้น ยิ่งเวลาล่วงผ่านไปมากเท่าใด น้ำที่อุ้มขังอยู่ในสนามก็มีมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะเห็นนักเตะหกล้มหัวทิ่มกันเป็นพัลวัน
หลังจากที่เสมอกัน 1-1 ในช่วงเวลาปกติแล้ว เกมก็ดำเนินมาถึงช่วงต่อเวลา ในช่วงนี้หวิดจะมีมวยกันในสนามอยู่รอมร่อ มีจังหวะหนึ่งที่ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น แต่ดูเหมือนภาพจะเริ่มต้นที่เตเบซที่กำลังมีปากเสียงกับทีมเชลซี และทั้งสองทีมก็กรูกันเข้ามาห้าม บ้างก็เข้ามาเถียง เลยหวิดจะมีมวยกัน ทว่าในจังหวะนี้เองระหว่างที่ทั้งสองทีมกำลังเถียงๆ กันอยู่ ไอ้แมลงสาบฮีโร่ของแฟนสิงห์ก็เอามือไปตบเปาะเบาๆ เข้าที่หน้าของวีดิซให้หยุดพูด เผอิญว่าจังหวะนั้นผู้ช่วยผู้ตัดสินเห็นอยู่พอดี ก็เลยแจ้งเรื่องให้ผู้ตัดสินจนเป็นเหตุให้ผู้ตัดสินต้องลงไม้กวาดตะเพิดไอ้แมลงสาบให้พ้นจากสนามไป
เกมในช่วงต่อเวลาดำเนินผ่านไปโดยไม่มีใครสามารถทำประตูเพิ่มได้ ก่อนจะถึงช่วงยิงจุดโทษนั้นฝั่งแมนยูได้เปลี่ยนตัวอันเดอร์สันลงมาเพื่อยิงจุดโทษ ขณะเดียวกันเฒ่าคางคกก็ส่งตัวเบลเลตติที่เกิดกระสันอยากจะยิงเป้าเองลงมาในช่วงก่อนจะหมดเวลาเช่นกัน และแล้วในที่สุดเกมก็ดำเนินมาถึงช่วงฎีกา ฉากสุดท้ายแห่งมหากาพย์ฟอร์มยักษ์อันมีนามว่ายูฟ่าแชมเปี้ยนลีกฤดูกาล 2007/2008
ในช่วงที่ทั้งสองทีมยิงจุดโทษกันนั้นไม่รู้ว่าเทวดาฟ้าดินท่านก็กำลังรับชมฟุตบอลคู่นี้อยู่หรืออย่างไร ถึงได้ดลบันดาลให้ฝนฟ้าที่ตกหนักอยู่แล้วยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้เลยว่าทุกก้าวที่นักเตะเดินไปมาในสนามนี่ต้องมีน้ำสาดกระเซ็นขึ้นมา ทว่าด้วยสภาพสายฝนที่โปรยปราย การแข่งขันที่ดำเนินมาถึงฉากสุดท้าย และสภาวะความกดดันที่พุ่งสูงถึงขีดสุด สายฝนที่เลวร้ายกับช่วยทำให้ผู้ชมกับสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของเกมกีฬาอันดับหนึ่งของมวลมนุษยชาติได้ดียิ่งขึ้น ในช่วงเวลานั้นนักเตะทุกคนที่ย่างก้าวเข้าไปยิงจุดโทษ จะต้องแบกรับความกดดันอันไม่สามารถประเมินค่าได้ นั่นคือความกดดันที่เกี่ยวพันถึงชะตากรรมของทีม และนั่นคือความกดดันที่มาจากสายตานับหลายร้อยหลายพันล้านคู่ทั่วโลกที่กำลังจับจ้องมาที่ตัวพวกเขาอยู่
ทันทีที่ใครคนหนึ่งยิงพลาด นั่นหมายถึงตัวเองกำลังสวมบทผู้ร้ายที่กำลังถือชัยชนะใส่ห่อผูกโบว์นำไปใส่พานให้กับฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวไม่เพียงแต่ตัวเองจะตกเป็นผู้ร้ายในสายตาของตัวเองแล้ว ตัวเองยังจะเกิดโรควิตกจริตคิดว่าจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของแฟนๆ ทั่วโลกอีกด้วย นั่นคือความกดดันที่นักเตะทุกคนที่เดินเข้าไปยิงจุดโทษต้องแบกรับ ต้องลืมมันไป และก้าวข้ามมันให้จงได้
การยิงจุดโทษเริ่มต้นขึ้นด้วยฝ่ายแมนยูที่ให้เตเบซตะพันลูกผ่านมือเช็คเข้าไปก่อน จากนั้นบัลลัคก็ช่วยยิงตีให้เป็น 1-1 จากนั้นคาร์ริคและเบลเลตติก็ตะบันตามเข้าไปจนเป็น 2-2
แต่แล้วเหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็มาเกิดขึ้นกับผู้ยิงจุดโทษคนที่สามของแมนยู ซึ่งโรนัลโด้ยิงไปติดเซฟของเช็ค วินาทีนั้นโรนัลโด้คงรู้สึกเสียใจมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองสามารถยิงประตูได้แล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองทำดีมาตลอดแล้ว แต่เขากำลังจะกลายเป็นผู้ร้ายที่ทำให้ทีมพลาดท่าปราชัยในตอนจบแบบนั้นหรือ
สังเกตได้ว่าช่วงเวลานั้นโรมันอับราโมวิซ เจ้าของทีมเชลซีกำลังก้มหน้าด้วยความเสียวซี๊ด แล้วก็เอามือกุมหัวใจที่กำลังเต้นไม่เป็นจังหวะไป ว่าแล้วก็พูดเป็นภาษารัสเซียนประมาณว่าอูย..เสียวจนแทบทนดูไม่ได้แล้ว ในทางตรงข้ามเมื่อภาพจับไปทางป๋าแพนด้าของแมนยู รู้สึกว่าป๋ากำลังเคี้ยวหมากฝรั่งแจ๋บๆ แล้วก็ทำหน้านิ่งๆ อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าป๋าแกปลงแล้วหรือป๋าแกไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนกัน
หลังจากที่โรนัลโด้ยิงไม่เข้า แลมพาร์ดก็เข้ามายิงให้เชลซีขึ้นนำเป็น 3-2 ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่บีบคั้นมากๆ ผมเชื่อว่าแฟนผีหลายๆ คนไม่ว่าจะแฟนประจำหรือแฟนเฉพาะกาล ต่างก็คงจะทำใจยอมรับชะตามกรรมล่วงหน้าไปแล้ว ยิ่งพออัญชลีโคลซึ่งเป็นตัวยิงคนที่สี่ของเชลซีตะบันลูกเข้าไปซุกก้นตะข่ายจนทำให้เชลซีขึ้นนำเป็น 4-3 วินาทีนั้นหลายๆ คนคงรู้สึกเหมือนคนที่ถูกจับกดน้ำและกำลังจะตายอยู่มะรอมมะร่อแล้วแน่ๆ
สายฝนโปรยปรายลงมาหนักขึ้น นานีซึ่งเป็นผู้ยิงคนที่ห้าของแมนยูถือลูกเข้าไปวางอยู่ตรงจุดโทษ... วินาทีนั้นถ้านานียิงพลาด ทุกอย่างเป็นอันจบ แมนยูจะปราชัยและเชลซีจะได้ครองจ้าวยุโรปเป็นสมัยแรกในทันที ทว่าเหตุการณ์กลับไม่พลิกผันเมื่อนานีไม่ยอมปล่อยให้ทีมตายง่ายๆ เข้าวิ่งเข้าไปด้วยความเชื่อมั่น และซัดลูกผ่านเส้นประตูเข้าไปทำให้แมนยูตามมาเป็น 4-4
และแล้วก็มาถึงผู้ยิงคนที่ห้าของเชลซี ซึ่งคนที่ยิงคือก็จอห์นเทอร์รี่ กัปตันทีมเชลซีที่วันนี้ทำหน้าที่ได้ดีมาก หากไม่เขาเชลซีก็คงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ เทอร์รี่อุ้มลูกเข้าไปวางที่จุดโทษ ในตอนนั้นฝนตกลงมาหนักมากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะจบลงในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า บรรยากาศความเงียบกำลังแผ่ปกคลุมไปทั่วสนาม เทอร์รี่พาลูกเข้าไปในเขตโทษด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่น แม้ว่าหางคิ้วของเขาจะดูตกๆ ก็เถอะ
ภาพจับกลับมาที่อับราโมวิซที่กำลังจะหัวใจวายตายคาเก้าอี้อีกครั้ง ก่อนจะตัดไปที่ป๋าแพนด้าที่กำลังนั่งหน้าบอกบุญไม่รับ ผมก็ยังคงไม่ทราบว่าป๋าแกปลงแล้วหรือป๋าแกไม่รู้ร้อนรู้หนาวกันแน่
ว่าแล้วเทอร์รี่ก็วิ่งเข้าไป... เข้าไป... เข้าไป... อย่างสุดแรงเกิด... จนกระทั่งเขา....
ลื่น...
ล้ม...
และแปบอลออกข้างประตูไปเอง....
วินาทีถัดมาภาพที่เราเห็นคือฟานเดอร์ซาร์ที่กำลังดีใจไชโยราวกับถูกล๊อตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่งสิบงวดซ้อน ตรงข้ามกับเทอร์รี่ที่ก้มหน้าลงกับพื้นสนามเพื่อปกปิดน้ำตาของลูกผู้ชายไม่ให้ใครเห็น ถึงจะเสียใจมากแค่ไหนแต่เกมยังต้องดำเนินต่อไป ในไม่ช้าเทอร์รี่ก็เดินกลับมากอดคอกับเพื่อนเพื่อให้เกมดำเนินต่อไป
อันเดอร์สันซัดเข้าไปให้แมนยูขึ้นนำ ซาโลม่องคาลูตะบันให้เชลซีตามมาเป็น 5-5 แล้วกิ๊กก็ยิงนำให้แมนยูขึ้นนำเป็น 6-5 และแล้วก็มาถึงตัวยิงจุดโทษคนสุดท้ายของเชลซี ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส นิโกล่าอเนลก้าที่พึ่งย้ายมาเมื่อกลางฤดูกาล
แม้ว่าสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาจะไม่ได้ทำให้อเนลก้าลื่นล้มเหมือนเทอร์รี่ แต่ก็น่าเสียดายที่ลูกยิงของเขากลับถูกฟานเดอร์ซาร์พุ่งตัวปัดออกไปได้อย่างเฉียดฉิว และนั่นก็คือบทสุดท้ายของยูฟาแชมเปี้ยนลีกนัดชิงชนะเลิศประจำฤดูกาล 2007/2008 ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของแมนยูที่มีเหนือเชลซีด้วยการเสมอในเวลา 1-1 และชนะจุดโทษ 6-5
ผู้เล่นแมนยูแห่กันลงมาในสนามเพื่อสวมกอดกันและกันทีละกัน ป๋าแพนด้าที่ทำหน้าบึ้งอยู่ตลอดกับฉีกยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ป๋าเดินเข้ามากอดลูกศิษย์และถ่างตาดูความสำเร็จที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้า... แต่แล้วฝนที่ตกลงมาไม่หยุดก็ทำให้แว่นป๋ามัว... ป๋าต้องเช็ดๆ แล้วก็เอาแว่นมาสวมต่อ แต่สวมแล้วซักพักแว่นมันก็เปียกอีก ป๋าเลยเก็บแว่นลงกระเป๋ามันซะเลย
บรรยากาศการเฉลิมฉลองของแมนยูเต็มไปด้วยความครื้นเครง ทุกคนวิ่งเข้าไปมาสวมกอดฟานเดอร์ซาร์ราวกับจะบอกว่านายคือฮีโร่ของพวกเรา วินาทีนั้นโรนัลโด้คงจะนึกขอบคุณฟานเดอร์ซาร์และขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนอยู่ในใจ ถึงเขาจะยิงไม่เข้า แต่เพื่อนๆ ทุกคนก็ช่วยกันร่วมแรงร่วมใจแก้ไขข้อผิดพลาดของเขาจนทีมพลิกกลับมาชนะได้ แต่ผมเชื่อนะว่าถ้าตอนนั้นโด้น้อยวิ่งไปขอบคุณฟานเดอร์ซาร์ น้าซาร์คงจะตอบกลับมาว่า "บ้ารึเปล่า ที่ทีมเรามาถึงตอนนี้ได้ก็เพราะนายที่ช่วยยิงประตูให้มากมาย และเพราะทุกๆ คนที่ช่วยกันสร้างโอกาสให้นาย ฉันไม่ใช่ฮีโร่ แต่พวกเราทั้งหมดคือฮีโร่"
ตัดมาที่ด้านของเชลซีกันบ้าง ตอนนี้นักเตะหลายคนล้มไปหมดแรงตายคาสนามกันแล้ว ภาพจับไปที่เทอร์รี่ที่กำลังร้องไห้ซบไหล่ของเฒ่าแกรนท์อย่างไม่หยุด เขาคงรู้สึกเสียใจมากและคิดว่าตัวเองนี่แหละคือคนที่ปล้นชัยชนะของทีมไป ขณะเดียวกันเมื่อภาพจับไปยังบัลลัค ตัวจอมทัพทีมอินทรีย์เหล็กเองก็กำลังมีน้ำตาปริ่มๆ เช่นกัน สำหรับบัลลัคแลวนี่เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่บัลลัคทำให้สโมสรของเขาได้ทริปเปิ้ลรองแชมป์ ก่อนหน้านี้บัลลัคเคยพาเลเวอร์คูเซนเป็นรองแชมป์บุนเดสลีกา เดเอฟเบ และยูฟาแชมป์เปี้ยนลีกมาแล้ว และในปีนี้เขาก็พาเชลซีเป็นรองแชมป์คาร์ลิ่งคัพ พรีเมียร์ลีก และยูฟาแชมป์เปี้ยนลีก
ช่วงที่ภาพตัดมาที่บัลลัคนี้ ผู้บรรยายทางวิทยุบอกว่าไม่อยากจะพูดย้ำหรอกนะ แต่หมอนี่ทำทีมได้ทริปเปิ้ลรองแชมป์อีกแล้ว คนแบบนี้เรียกว่าทำบุญมาไม่สุดครับ คือเหมือนกับว่ามันจะชนะอยู่แล้ว แต่กลับตกเป็นที่ 2 มันทุกครั้งไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง บัลลัคมีฝีมือฉมังแค่ไหนทุกคนย่อมรู้ดี แต่การที่ชีวิตของใครคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้เนี่ย ลำพังแค่ฝีมืออย่างเดียวมันคงไม่พอ มันต้องมีสิ่งลึกลับที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ อันมีชื่อเรียกว่า "ดวง" ด้วย
อย่างไรก็ตามผมไม่เชื่อว่าคนมีฝีมืออย่างบัลลัคจะตกเป็นรองแชมป์เสมอไป ซักวันหนึ่งวันที่ความเพียรพยายามของเขาจะสัมฤทธิ์ผลมันต้องมาถึง บางทีวันที่ว่านั้นมันอาจไม่ไกลเกินฝัน เรื่องแบบนี้มันไม่มีใครบอกได้หรอกครับ ดังนั้นแล้วหากโชคเข้าข้างซักหน่อย บางทีบัลลัคอาจจะเป็นคนพาทีมชาติเยอรมันเป็นแชมป์ยูโร 2008 ไปเลยก็ได้
แต่ถ้าเกิดหมอนี่ดันทำให้เยอรมันเป็นรองแชมป์ยูโร 2008 อีกล่ะก้อ...แบบนี้คงพูดได้เพียงคำเดียวว่า
"เพราะเขาเกิดมาเป็นรองแชมป์"
ป.ล. น่าสงสารเจ้าพาร์ค...อุตส่าห์กลายเป็นชาวเอเชียคนแรกที่คว้าแชมป์ชปล. ได้แล้วแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ลงเล่นในนัดชิงชนะเลิศ ทั้งๆ ที่รอบที่ผ่านๆ มาอาพาร์คแกได้เล่นเป็นตัวจริงมาตลอด โชคร้ายที่นัดชิงครั้งนี้มันมีความหมายเป็นพิเศษ ป๋าเลยต้องส่งสโคลส์ลงไปเอาใจ และต้องส่งกิ๊กลงไปทำลายสถิติของเซอร์บ๊อบบี้ชาร์ลตัน จนเป็นเหตุให้อาพาร์คแกไม่มีโอกาสแม้แต่จะเป็นตัวสำรองน่ะเอง
ป.ล.2 ผมไม่ได้เป็นกองเชียร์แมนยู แต่ผมเป็นกองแช่งเชลซี...:P
ป.ล.3 เครดิตภาพ http://www.soccersuck.com