2008/Apr/07

หลังจากที่ PSP ของผมถูกคุณแฟนยึดเอาไปเป็นสมบัติส่วนตัวอยู่นานกว่า 3 เดือน...เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ผมก็ได้ไปตะแง้วตะงอก และตามหลอกหลอนจนแม่คุณต้องยอมถวาย PSP กลับคืนผมแต่โดยดี

เข้าใจว่าสาเหตุที่คุณแฟนสามารถยึด PSP ของผมไปได้นานขนาดนั้น เพราะเธอติดอกติดใจในความเลิศหรูวินิศมาหราของ PSP เป็นอย่างมาก ไหนจะใช้แทน flashdrive ได้ ไหนจะใช้ฟังเพลง เล่นเกม ดูหนัง เข้าเว็บ ฟังวิทยุ คุยโทรศัพท์ได้ และทำอะไรจิปาถะอื่นๆ ได้ (จนผมคิดว่าถ้ามันต้มมาม่าได้เมื่อไหร่มันอาจได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ)

ด้วยความที่ PSP มันแสนสะดวกสบายซะขนาดนี้ แม่คุณคงเผลอใช้จนเคลิ้ม...เคลิ้มจนลืมไปว่านั่นมัน PSP ของผม...

ต้องขอบคุณ Square Enix ที่ช่วยปล่อยบิท ช่วยส่งเกม Crisis Core ออกไปเตรียมวางขายที่อเมริกาตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ผมได้ใช้เรื่องนี้ประกอบกับศักดิ์ศรีของเจ้าชายไฟนอลฯ ทวงสิทธิในการปกครอง PSP ของผมกลับคืนมา ซึ่งอย่าคิดว่าจะทวงกันได้ง่ายๆ นะครับ!!! ลอง PSP ตกไปอยู่ในกำมือของผู้หญิงแล้ว!!! มันไม่มีทางหลุดรอดออกมาง่ายๆ หรอกครับ!!

ผมใช้เวลาอยู่คืนนึงในการตะแง้วทวง PSP ของตัวเอง (ซึ่งนับวันผมก็ยิ่งสับสนว่ามันเป็นของผมเองรึเปล่า) กลับคืนมา... โชคดีที่คุณแฟนผมยินยอมคืนมันให้แก่ผมแต่โดยดี ทว่าคุณเธอก็ได้ย้ำหนักย้ำหนาว่าในเมื่อเก่งนักเก่งหนา ก็รีบๆ เล่นให้มันจบสมบูณ์คนแรกของทางช้างเผือกซะ จากนั้นก็จัดการขัดถูเครื่องให้งามชดช้อยและส่งคืนเธอแต่โดยดี...

"...นรก!!! ตกลงนี่มัน PSP ของใครฟะเนี่ย!!..."

นั่นคือความคิดที่ผุดขึ้นมาอยู่ในก้นบึ้งแห่งจิตใจของผม และมันก็เป็นได้แค่ความคิดที่ถูกเก็บซ่อนไว้เท่านั้น

ผมใช้เวลาอยู่ราวๆ 18 วันในการปลุกปั้นเซฟเกม Crisis Core ภาคอเมริกาของผมให้มันสุดยอดได้ดั่งใจหมาย สาเหตุที่ใช้เวลาทำนานขนาดนี้ ก็เนื่องด้วยวิธีการเล่นที่ค่อนข้างออกไปในแนวมนุษย์โรคจิตของผม

สาเหตุที่ผมเรียกวิธีการเล่นของผมว่าโรคจิตก็เพราะ เดี๋ยวนี้เวลาผมจะเล่นเกมที่คิดว่าจะตั้งใจเล่นจริงๆ จังๆ... ผมจะเตรียมสมุดพร้อม ปากกาพร้อม ทอล์คกิ้งดิกพร้อมถึงจะเริ่มเล่นเกมได้ เวลาเล่นเกมแล้วพอตัวละครพูดอะไรมาหนึ่งประโยคผมก็จะกดหยุดเกม แล้วก็จดบันทึกลงสมุดไป จดเสร็จแล้วค่อยเดินเกมต่อ พอตัวละครพูดอะไรมาเพิ่มผมก็กดหยุดเกม จิ้มดิก แล้วก็จดบันทึกไปตามเรื่องตามราว

ตอนแรกผมก็เคยสงสัยว่าขืนมัวแต่เล่นด้วยวิธีพิศดารแบบนี้แล้วชาติหน้าผมจะจบเกมมั้ยเนี่ย ว่าแล้วสิ่งที่ผมกลับมันก็เป็นจริงครับ ทุกวันผมยังเล่น FFXII ภาค US ไม่จบเลย...ล่าสุดนี้ขุดมาเล่นตอนก่อน Crisis Core ออก และยังคงเดินจงกลมอยู่บนหอคอยริเดิลอาน่าไม่ไปไหน

โชคดีที่เกม Crisis Core ไม่ใช่เกมที่มีข้อความให้จดมากนัก อีกทั้งบทสนทนาในเกมส่วนใหญ่ก็ถูกผมแปลเป็นภาษาไทยไว้แล้ว นั่นจึงทำให้งานของผมในการจดบันทึกข้อมูลของเกมง่ายขึ้น พูดง่ายๆ คือผมจดเฉพาะอะไรที่ผมจำไม่ได้ ประโยคที่ผมไม่เคยแปล และประโยคที่เปลี่ยนไปในภาคอเมริกาเท่านั้นแหละ

แต่ขนาดจดแบบนี้แล้ว มันก็ยังอุตส่าห์กินกระดาษสมุดไปตั้ง 23 หน้าแหนะคิดดู...

สาเหตุที่ผมกล้าเรียกเซฟ Crisis Core ของตัวเองว่าเป็นเซฟที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้ นั่นก็เพราะผมกางหนังสืออัลติมาเนียที่เป็นคู่มือเฉลยเกมอย่างเป็นทางการไว้ใต้ PSP ด้วย เรียกได้ว่าเล่นไปก็อ่านไป เล่นไปก็ดูอัลติมาเนียไป มันสั่งหันซ้ายผมก็ซ้าย มันสั่งหันขวาผมก็หัน มันสั่งให้ทำตามผมก็เดินตามตูดมันทุกคำพูดไม่มีผิดเพี้ยน

เพราะเล่นเกมด้วยวิธีการแบบเด็กประถมอย่างงี้แหละครับ ผมถึงมั่นใจว่าเซฟของผมสมบูรณ์สุดยอดแน่

นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เล่นเกมโดยดูบทสรุปไปด้วย จำได้ว่าเกมสุดท้ายที่ทำแบบนี้ก็คือตอนเล่น FFX สมัยผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 หรือเมื่อ 6-7 ปีก่อนได้ล่ะมั้ง จากวันนั้นจนถึงวันนี้...หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันไม่เปลี่ยน ก็คือความน่าเบื่อในการเล่นตามเนื้อหาที่บทสรุปเขียน

ถึงแม้จะได้เซฟที่สมบูรณ์พร้อม แต่ผมกลับรู้สึกว่าช่วงเวลาที่เล่นทำเนื้อเรื่องนั้นน่าเบื่อมาก เวลาที่เราจะได้สนุกไปกับเกมจริงๆ ก็คือช่วงหลังจากที่ทำอะไรตามคำสั่งของบทสรุปเสร็จหมดแล้ว และเราสามารถออกไปวิ่งเล่นทั่วเกมได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสืออีกต่อไป

พูดถึง Crisis Core แล้วก็อยากพูดถึงตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดในภาคนี้ นั่นก็คือเจเนซิส

เจเนซิสเป็นบอสใหญ่ของเกม และเป็นเด็กหนุ่มที่เกิดมาจากการทดลองที่ไร้มนุษยธรรม ภายในเรื่องเราจะเห็นเจเนซิสทำเรื่องชั่วร้ายลงไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการนำกองทัพบุกโจมตีเมืองทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าพ่อแม่ตัวเอง การพูดยียวนปั่นหัวทุกๆ คน หรือกระทั่งการพูดให้เซฟิรอธคลุ้มคลั่งและเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นใครกันแน่

นั่นคือเจเนซิสในแง่มุมที่เรามักเห็นกันอยู่บ่อยๆ ทว่าเบื้องหลังของเจเนซิสที่เป็นคนแบบนั้น ผมกลับค้นพบเจเนซิสอีกคนหนึ่งที่เป็นเด็กหนุ่มช่างฝัน มีความสุนทรีย์ และรักพวกพ้อง

ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้คุยกับแม่ของแองจีล เธอบอกว่าสมัยก่อนเจเนซิสเคยเป็นเด็กที่ดีมากแท้ๆ ไม่รู้ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปมากขนาดนั้น

แต่ภายหลังผมก็มาเข้าใจหลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งในดันเจี้ยนสุดท้ายของเกม ซึ่งผมมารู้เอาทีหลังว่าที่แห่งนี้เคยเป็นที่ๆ เจเนซิสค้นพบโดยบังเอิญตอนเด็กๆ และอาศัยมันเป็นฐานลับ เป็นที่ซ่อนตัว เป็นสนามเด็กเล่น ที่เราเห็นโต๊ะหนังสือ ถ้วยรางวัล และหนังสือนั่นก็ล้วนเป็นของเจเนซิสทั้งหมด หนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือที่ลงข่าวเกี่ยวกับตัวเจเนซิสเอง โดยเนื้อหาของมันเป็นบทสัมภาษณ์เจเนซิสหลังจากที่เขาชนะเลิศการประกวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งเจเนซิสได้ส่งน้ำผลไม้จากแอปเปิ้ลไวท์บาโนล่าเข้าประกวด โดยเจเนซิสให้สัมภาษณ์ว่าความฝันของเขาคือการเอาน้ำแอปเปิ้ลเนี่ยไปให้เซฟิรอธชิม เขาอยากให้วีรบุรุษในดวงใจของเขาได้เห็นความสำเร็จของเขาบ้าง

ภายหลังเมื่อเจเนซิสโตขึ้นก็ได้ลากแองจีลไปสมัครเป็นโซลเยอร์ด้วยกัน สำหรับเจเนซิสนั้นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องการสมัครโซลเยอร์มีเพียงอย่างเดียว ก็คือการได้เป็นวีรบุรุษอย่างที่เซฟิรอธผู้เป็นเป้าหมายของเขาได้เป็น

น่าเสียเสียดายที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เจเนซิสก็ไม่สามารถก้าวข้ามเซฟิรอธไปได้เสียที..

กระทั่งวันหนึ่งที่เจเนซิสได้รับบาดเจ็บ เขาก็ได้รับรู้ชาติกำเนิดของตัวเองจากปากของฮอลันเดอร์

เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนทั่วไป แต่กลับเป็นร่างโคลนของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก เจเนซิสเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คน หากแต่เป็นสัตว์ประหลาด...สัตว์หลาดที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป

เมื่อคิดได้แบบนี้ความภาคภูมิใจที่เขาเคยมี ความรู้สึกชื่นชมในตัวเองที่ตัวเองสามารถฝึกฝนจนเอาชนะผู้คนมากมายมาได้ก็เริ่มหายไป เหลือแต่ความคิดว่า "ก็เราเป็นสัตว์ประหลาด เราถึงเอาชนะพวกเขาได้"

เมื่อชีวิตไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตนเอง สิ่งที่เหลืออยู่ก็คงมีเพียงความสิ้นหวัง...

เคว้งคว้าง..ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอย่างไรต่อไปดี...

พอสิ้นหวัง...ก็เริ่มรู้สึกเกลียด...เกลียดผู้คนที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ เกลียดพ่อแม่ที่หลอกลวงเขา

เจเนซิสเคยคิดว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงเขามาเป็นพ่อแม่จริงๆ แต่พอเขามารู้เอาทีหลังว่าคนพวกนั้นเป็นเพียงพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงที่ชินระมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยจับตาดูพฤติกรรมและการเติบโตของเจเนซิส เจเนซิสก็ยิ่งเกลียดชังพ่อแม่ของตัวเอง

เมื่อรักมาก....ก็ยิ่งแค้นมาก....และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้เจเนซิสไม่ลังเลที่จะฆ่าผู้ที่เลี้ยงตนมา

น่าเสียดายแทนสองคนนั้น ทั้งๆ ที่พวกเขารักเจเนซิสเหมือนลูกแท้ๆ และยอมโกหกชินระเพื่อช่วยเหลือเจเนซิส แต่ดูเหมือนความรักของพวกเขากลับส่งไปไม่ถึงตัวเจเนซิส เพราะตอนนี้เจเนซิสได้ถูกความสิ้นหวังบดบังความเป็นจริงไปหมดแล้ว

หลังจากเจเนซิสฆ่าพ่อแม่ตัวเองตายไปแล้ว เขาก็รับรู้ถึงอาการเสื่อมสภาพของตน ในเมื่อตัวเองเป็นมนุษย์ทดลองที่ล้มเหลว หากเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ตัวเขาเองจะต้องพบกับการเสื่อมสภาพของเซลล์ และตัวเขาเองจะต้องตายทั้งๆ ที่พึ่งมีอายุได้แค่ 20 เศษๆ เท่านั้น

ดังนั้นเจเนซิสจึงร่วมมือกับฮอลันเดอร์และพยายามทุกวิธีทางเพื่อที่จะรักษาอาการของตนให้ได้ เป้าหมายแรกของเขาไม่ใช่การล้างแค้น เพราะถ้าดันมาชิงตายก่อนก็จะล้างแค้นไม่ได้ ดังนั้นก่อนอื่นต้องหาทางทำให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปก่อน

ในตอนท้ายของเรื่อง เจเนซิสได้ตีความว่า "ของขวัญจากเทพธิดา" ซึ่งเป็นเพียงเรื่องเล่าที่อยู่นวนิยายเท่าเขาชื่นชอบนั้นมีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เขาเชื่ออย่างหมดใจว่าของขวัญจากเทพธิดาจะช่วยรักษาอาการเสื่อมสภาพของเขาได้ และเมื่อเขาตีความต่อไปเรื่อยๆ เขาก็พบความสัมพันธ์ระหว่างของขวัญจากเทพธิดากับไลฟ์สตรีมในโลกแห่งความเป็นจริง

ท้ายที่สุดเจเนซิสก็ได้รับการช่วยเหลือจากไลฟ์สตรีมจนได้รับร่างกายที่แข็งแรงกลับคืนมาดังเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาทำมันหายไปและยังไม่ได้รับมันกลับคืนมานั่นก็คือศักดิ์ศรีในฐานะของโซลเยอร์คนหนึ่ง

การที่เจเนซิสได้อาละวาดคลุ้มคลั่งและทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ ลงไปมากมาย มันทำให้ความภาคภูมิใจในฐานะโซลเยอร์ที่คอยปกป้องผู้อื่นค่อยๆ เลือนหายไป ภายหลังจากที่เลือดมากมายได้เปรอะเปื้อนมือของตน เจเนซิสก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต่างไปจากสัตว์ร้ายตัวหนึ่งแล้ว

ในช่วงวินาทีที่เจเนซิสได้รับร่างกายที่ปกติกลับคืนมา จึงเป็นช่วงวินาทีที่เจเนซิสสับสน ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรต่อไป ในเมื่อเป้าหมายแรกที่ตัวเองเฝ้าไขว่คว้ามานานเป็นจริงแล้ว เขาก็เริ่มสับสนไม่รู้ว่าเขาควรกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ควรจะล้างแค้นชินระ ควรจะฆ่าทุกๆ คน ควรจะลืมอดีต หรือควรจะทำอย่างไรดี

ความคิดมากมายพรั่งพรูเข้ามาในโสตประสาทของเจเนซิส แต่แล้วสิ่งที่ช่วยฉุดเจเนซิสขึ้นมาจากฝันร้ายอันยาวนานก็คือเสียงของเพื่อนรุ่นน้องที่มีชื่อว่าแซ็ค

"...แกไม่ใช่มอนสเตอร์นะเว้ย !!! แกคือพวกของเรา !!..."

เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในหัวของเจเนซิส และเสียงนั้นก็ช่วยทำให้เจเนซิสตัดสินใจได้ว่าเขาควรจะมีชีวิตอยู่อย่างไร 

โชคดีนะครับที่เจเนซิสมีเพื่อนรุ่นน้องดีๆ แบบแซ็ค ถ้าในตอนนั้นเจเนซิสไม่ได้มีแซ็คอยู่เคียงข้าง เขาอาจจะไม่มีวันได้ลืมตาตื่นขึ้นมามองโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งก็ได้

การต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างเจเนซิสกับแซ็ค ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายระหว่างปิศาจร้ายกับมนุษย์ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างโซลเยอร์สองคนที่มีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของโซลเยอร์เป็นเดิมพัน หลังจากที่เจเนซิสได้พ่ายแพ้ให้แก่แซ็ค เจเนซิสในฐานะของปิศาจร้ายก็ได้สูญสลายไป ที่เหลืออยู่คือเจเนซิสคนเก่า เจเนซิสที่เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความใฝ่ฝัน อยากจะเป็นวีรบุรุษที่คอยปกป้องโลกอันงดงาม

ไม่ว่าผลการต่อสู้จะเป็นอย่างไร แต่การที่เขาได้ทุ่มเทจนสุดความสามารถ และพ่ายแพ้ไปอย่างสมศักดิ์ศรี มันทำให้เจเนซิสได้รับความภาคภูมิใจในฐานะของโซลเยอร์คนหนึ่งกลับคืนมา

เพราะเขาได้ต่อสู้ไปอย่างเต็มที่แล้ว และถึงจะเหนื่อยล้าแค่ไหนเขาก็ไม่ได้ย่อท้อ ถึงจะแพ้..แต่เขาก็ได้ยืดอกยอมรับว่าตัวเองได้พ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนจริงๆ การได้ผ่านการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้จึงทำให้เจเนซิสรู้สึกว่าความภาคภูมิใจที่เขาเคยสูญเสียไป มันกลับมาหาเขาแล้วจริงๆ

เพราะยังมีคนที่รักเจเนซิสอยู่ เพราะยังมีคนที่ยินดีที่จะเห็นเจเนซิสกลับไปใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งอยู่ เจเนซิสถึงได้เลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งอีกครั้ง ถึงแม้ว่าโลกใบนี้จะเกลียดชังเขา แต่ตราบใดที่ยังมีคนรักเขาอยู่แม้เพียงหนึ่งคน มนุษย์เราก็จะสามารถต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปได้

ในท้ายที่สุด หลังจากที่แซ็คได้โบกมือลาเจเนซิสไปแล้ว เจเนซิสก็ถูกชินระจับตัวกลับไป และถามว่าจะยอมให้ความร่วมมือกับชินระอีกครั้งมั้ย ซึ่งเจเนซิสได้ปฏิเสธที่จะทำเรื่องชั่วร้ายให้กับชินระอีก และเลือกที่จะผนึกตัวเองอยู่ในทางใต้ดินของเมืองมิดการ์ เพื่อรอคอยวันเวลาที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เจเนซิสรู้ดีว่าในโลกที่ไม่มีเซฟิรอธและแองจีลอีกต่อไปแล้ว คนที่เก่งกาจพอที่จะสามารถปกป้องโลกใบนี้ได้ก็เหลือเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นเขาจะเข้าสู่การหลับใหลเพื่อรอคอยวันเวลาที่ภยันตรายครั้งใหม่จะมาคุกคามโลกอีกครั้ง และเมื่อถึงวันนั้นเจเนซิสก็จะตื่นขึ้นมาปกป้องโลกใบนี้

ในฐานะของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความฝันอยากจะเป็นวีรบุรุษ...

และในฐานะของหนึ่งในสามโซลเยอร์ในตำนาน ที่สาบานว่าจะคอยปกป้องผู้คนตลอดไป...

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ภาคต่อไปของ FF7

The return of Gackt .....

ภาคนี้เราจะได้เล่น Gackt เป็นตัวละครเอก !!!!

sad smile
#1  by  :: Ryu :: At 2008-04-08 19:18, 
อืมม์.... มันก็น่าสงสารอยู่นะ แต่มาคิดดูว่า แค่ความฟูมฟายของมัน ทำให้เพื่อน 2 คนต้องตายไป คนหนึ่งกลายเป็นผีสติแตกวนเวียนอยู่ในไลฟ์สตรีม ก็สงสารมันไม่ลง sad smile

เออ.... ถ้าคลาวด์มันคิดได้ แล้วกลับมาทำตัวเป็นพวกแนวหน้า ลุยแล้วฆ่าเนี่ย จะยกโทษให้มันไหมคะ ? เผื่อ FFVII ภาค 2 คลาวด์จะมาในแนวพ่อคาวีสวรรค์เบี่ยง ตบจูบๆๆๆ question question question
#2  by  glinda a.k.a. ~pride~ At 2008-04-08 19:43, 
ไอผมก็นึกว่าเจเนซิสภาคหน้าจะเป็นตัวร้ายซะอีกนะเนี่ย หลังจากดูของภาคDCsad smile

อืมมม อยากรู้จิงๆว่าจะมีอะไรมาต่ออีกอ่ะป่าวว
#3  by  FreedomMax (124.121.49.61) At 2008-04-10 11:18, 
ผมเคยดู FF7 แบบดีวีดีแล้วนะครับ (ภาคคลาวด์อ่ะ)


อ่านเนื้อเรื่องตอนนี้แล้ว ชักอยากรู้


ว่าภาคนี้ กับภาคที่ผมดู มันเชื่อมโยงกันยังไง ตรงไหน


ems มาก็ได้ครับ

#4  by  D û D e ` z At 2008-04-19 23:18, 

<< Home