ทุกครั้งที่ผมมองเหล่าวัยรุ่นสมัยนี้ เที่ยวไปวันๆอย่างสนุกสนาน ใช้เงินใช้ทองไปเพื่อสร้างความสำราญให้กับตัวเอง ผมมักจะรู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
การไปคาราโอเกะ ดูหนังเข้าผับเข้าบาร์กรึ๊บเหล้าแพงๆ ตึ๊มบุหรี่ดีๆ หรือแม้กระทั่งการคุยโทรศัพท์มือถือนานๆ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผมปรารถนาเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเลวร้ายและไม่อยากจะกระทำแบบนั้นที่สุด
ทุกครั้งที่ผมเห็นเหล่าเด็กที่เดินผ่านไปผ่านมา สนุกสนานและยิ้มแย้มกับการใช้เงินจำนวนมากอย่างไม่รู้คุณค่า มันทำให้ผมคิดถึงคนๆหนึ่ง
พี่มิ นั่นคือชื่อที่ผมเรียกลูกจ้างหญิงคนหนึ่งที่บ้านผม เธอเป็นคนขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์และทำงานอยู่ที่บ้านผมมานานถึง10ปีแล้ว
เธอต้องทำงานหนัก แบกหาม ล้างจาน ซักผ้า ทำความสะอาดห้องทุกห้องในทุกๆวัน โดยเธอต้องตื่นตั้งแต่ตี5 และทำงานดึกยันตี1ตีสอง เพื่อแลกกับค่าจ้างวันละ 100 บาทเท่านั้น
เธอเป็นคนพม่าที่จากบ้านเกิดมาทำงานเป็นลูกจ้างในไทย เพราะการที่ฐานะทางบ้านเธอไม่ค่อยดี เธอจึงไม่ได้เรียนหนังสือ เธอไม่มีความรู้ และเธอจึงต้องเป็นในสิ่งที่เธอไม่อยากเป็น
คนพม่าคนเดียว ในบ้านที่ร่ายล้อมไปด้วยคนไทย พูดคุยด้วยภาษาไทย สำหรับเค้าแล้วคงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดยิ่งนัก
การที่เธอต้องไปทำงานในแดนไกล ต้องจากพ่อแม่พี่น้องบ้านเกิดตัวเองมา ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียใจสำหรับเธอ
แต่ละวันๆ พี่มิต้องทำงานภายใต้คำบ่นคำด่าของเหล่าอาๆและพระมารดาของผมไป เพราะเธอเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าเจ้านายจะดุด่าว่ากล่าวอย่างไร หรือจะใช้อารมณ์ยังไงใส่เธอ เธอก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ และไม่สามารถแม้แต่จะพูดอะไรโต้ตอบได้กลับไปได้แม้แต่ประโยคเดียว
และที่แย่ที่สุดคือ เธอไม่สามารถระบายความทุกข์ใจของเธอ ให้ใครฟังได้...แม้แต่คนเดียว...
หลายครั้งที่ตอนดึกๆมีโทรศัพท์จากพ่อแม่เธอโทรมาจากพม่า พระมารดาของผมก็จะไม่ยอมให้พี่มิรับสาย เพราะพระมารดาท่านเกรงว่าพี่มิจะคุยนานจนไม่ได้ทำงานของวันนั้นๆให้เสร็จ
แค่นั้น ก็ทุกข์ใจพออยู่แล้ว.....
นานๆครั้ง 2-3ปี พี่มิถึงจะมีโอกาสได้กลับไปหาพ่อแม่ของตัวเอง หาพี่น้องของตัวเองที่พม่า
วันก่อนผมได้ยินเธอรำพันคนเดียวในห้องของเธอ เธอร้องไห้แล้วพูดถึงแฟนกับน้องแฟนของเธอที่พม่า
ช่วงที่เธอกลับไปยังบ้านเกิดเธอ1เดือน ระหว่างนั้นได้มีเรื่องน่าสลดใจเกิดขึ้นกับเธอ
แฟนของน้องสาวของเธอเป็นคนขี้เหล้าเมายา และมักจะมารีดไถเงินจากเธอบ่อยๆไปทีละมากๆ ถ้าเธอไม่ให้ก็จะโดนไอ้เวรนั่นทำร้ายเจียรตาย
ใครก็ช่วยเธอไม่ได้ น้องสาวเธอก็ไปเห็นดีเห็นงามกับแฟนมัน
ก่อนที่เธอจะกลับมาเมืองไทยได้ 1วัน แฟนของน้องเธอยังจะรีดไถเงินเธอ 50,000 บาท แลกกับการไม่ต้องโดนกระทืบ...
50,000 บาทสำหรับเธอ มันคือค่าจ้างถึง 500 วันของเธอ มันหมายถึงการทำงานที่บ้านผมถึง1ปีครึ่งของเธอ มันหมายถึง ความลำบากทุกวี่ทุกวัน หยาดเหงื่อจากแรงงานของเธอ การที่เธอต้องตื่นนอนแต่ตี5 และทำงานดึกยันตี1 ทุกๆวัน ภายใต้ความกดดัน โดยไม่มีสิทธิเถียง ไม่มีสิทธิปริปากบ่นใดๆ ในดินแดนห่างไกลที่พูดภาษาต่างออกไปจากเธอ เป็นเวลาถึง 500วัน
แต่มันกับสูญหาย...สลายไป ในชั่วพริบตา...โดยที่เธอต้องจำยอมให้ แบบไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลย...
หลังจากนั้น เธอกลับมายังเมืองไทย พร้อมแบกความทุกข์ใจมาเต็มเปี่ยมและมาทำงานที่บ้านผมเหมือนเดิม จวบจนทุกวันนี้
สำหรับเธอแล้ว ผมคงไม่รู้ว่าที่ๆไหนคือที่ๆเธอควรจะกลับไป ที่ๆไหนคือที่ๆเธอจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะที่พม่า หรือจะไทย ความสุขต่างก็พร้อมจะไม่ต้อนรับเธอทั้งนั้น
ซักวัน ถ้าคุณว่าง...คุณลองคิดดูเองละกันว่าถ้าคุณต้องไปอยู่ในสภาวะเดียวกับเธอ คุณจะทำยังไง
เดี๋ยวนี้ ทุกครั้งที่ผมจะควักแบงค์ร้อยออกมาเพื่อนำไปดูหนัง ซื้อการ์ตูน ขนม แผ่นเกม @cash สวัสดี หรือแม้แต่โออิชิกรีนที สุดท้ายผมก็จะต้องเก็บแบงค์ร้อยนั้นเข้ากระเป๋าสตางค์ตามเดิมอยู่เสมอ....
ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับสนิท แต่คนอีกจำนวนมากยังต้องทำงานอยู่อย่างเหน็ดเหนื่อย โดยที่ไม่สามารถจะรู้ได้ว่า ความทุกข์นิรันดร์นี้มันจะจบลงเมื่อไร
ในขณะที่คุณกำลังจะใช้เงินไปกับสิ่งงี่เง่า แต่คนอีกจำนวนมากกำลังกลุ้มใจเพราะไม่มีเงินจะใช้....
ในขณะที่คนๆหนึ่งต้องลำบากลำบนทั้งวันเพื่อที่จะได้เงินมา 100 บาท แต่เรากลับจะใช้เงิน 100บาท ไปง่ายๆอย่างไม่เกิดคุณค่าอะไรเลยอย่างงั้นหรือ....
การที่เราใช้เงินกันตามใจชอบทีละมากๆไปกับสิ่งไร้สาระอย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ มันถูกต้องแล้วหรือ.............
ชีวิตไม่ยืนยาวนัก กาลเวลาของคนเรา มันไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด....
...ขอให้ทุกคนช่วยกันใช้เงินอย่างรู้คุณค่ากันหน่อยนะครับ...
เพ้อเจ้อแบบอิงความจริงนิดๆโดย : BoN
ป.ล.คนที่เข้ามาอ่านแต่ละคนช่วยออกความเห็นหน่อยซิครับว่า ผมควรเอาไอ้ข้อความเพ้อเจ้อข้างบนนี้ไปทำ FWD:Mail หรือเอาไปลงตามบอร์ดต่างๆมั้ย ถ้าใครสนใจจะเอาไปลงก็เอาไปลงได้เลย แล้วแปะ comment บอกผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
edit @ 2005/04/20 03:32:40