เหตุเกิดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมยังอยู่ ม.6
เสด็จเตี่ยหรือที่ผมชอบเรียกพิเรนๆ ว่าพระบิดาของผม ชอบพาผมไปหาโหรท่านหนึ่งซึ่งพวกเราเรียกท่านว่า "แม่หมอ" ให้ท่านคอยช่วยเช็คดวงชะตาของผมอยู่เป็นประจำ และให้ท่านช่วยแนะนำว่าผมยังขาดตกบกพร่องอะไร และควรดำเนินชีวิตในแนวทางไหนอย่างไร
เวลาผ่านไปจนกระทั่งถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ซึ่งก็คือการเลือกคณะที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ตัวผมที่ยังคงสับสนนั้น ก็มีคณะที่คิดเอาไว้ในใจมากมาย แต่ก็ไม่ได้ฝักใฝ่ที่คณะใดคณะหนึ่งเป็นพิเศษ ยังไม่รู้จะเลือกเรียนต่อในสายคณะใด
ที่นี้ตอนที่ผมไปปรึกษากับแม่หมอ ท่านก็ได้แนะนำว่าอย่าเรียนต่อทางด้านสายกฎหมายเลย เพราะดวงชะตาของผมมันไม่ใช่ทางนี้ ต่อให้ผมพยายามสอบเนติทั้งชีวิต ผมก็จะไม่สามารถสอบผ่านได้ ชะตามันถูกเขียนขีดไว้แบบนั้น
ผมในตอนนั้น... เป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง สมัยนั้นผมนั่งฟิตอ่านหนังสือวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลาติดต่อกันอยู่นานครึ่งปี แล้วก็ฟิตร่างกายเป็นประจำ จากที่เคยสอบได้อันดับประมาณ 100 ของชั้นเรียน ก็ทะยานขึ้นมากลายเป็นอันดับที่ 5 ของชั้นเรียน จากการที่ผมได้พยายามอย่างเต็มที่ แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผมเชื่อมั่นอย่างเต็มประดาว่าถ้าคนเราตั้งใจจะทำอะไรซักอย่าง มันก็ต้องทำได้สิ ขอเพียงควบคุมตัวเองให้ได้ เอาชนะใจตัวเองให้ได้ ไม่ว่าเป้าหมายใด เราจะต้องไปถึงได้อย่างแน่นอน....
ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวที่แม่หมอบอกว่า ดวงชะตาของผมไม่ได้มาทางสายกฎหมาย ต่อให้ผมพยายามสอบเนติทั้งชีวิตก็จะสอบไม่ผ่าน จึงไม่ได้เป็นที่กังวลของผมเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงข้าม มันกลับเป็นโจทย์อันท้าทาย ที่ผมฟังแล้วอยากจะลองก้าวข้ามมันไปให้ได้ด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไป 6 ปี มาถึงปัจจุบันนี้ ผมเรียนจบทางด้านนิติศาสตร์แล้ว และกำลังอยู่บนเส้นทางการเรียนเนติ
ตัวอักษรทุกตัวที่วิ่งผ่านสายตา หน้ากระดาษทุกแผ่นที่ถูกอ่านแล้วก็พลิกไป ล้วนส่งความรู้สึกบางอย่างมาถึงผม
มันคือความรู้ึสึกที่ว่า "ไม่เห็นเข้าใจตรรรกะเลยซักนิด"
6 ปีก่อน ผมสนุกกับการอ่านเลข ฟิสิกส์ เคมี ไทย สังคม อังกฤษ.... วันๆ นั่งอ่านหนังสือไปก็ยิ้มไป รู้สึกสนุกกับการเข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ และผมสามารถเข้าไปถึงหลักเกณฑ์นั้นได้ ถึงต้องอ่านวันละ 8 ชั่วโมงก็ไม่รู้สึกอ่อนล้าแต่อย่างใด แถมยังสนุกกับมันด้วยซ้ำไป
แต่ทำไม ทุกวันนี้พอต้องมาอ่านหนังสือทางด้านนิติศาสตร์ ผมถึงไม่มีความรู้สึกสนุกแบบนั้นซักนิดเลยนะ?
บางทีอาจเป็นเพราะการทำความเข้าใจกับศาสตร์ของความเป็นไปในธรรมชาติ กับศาสตร์ของความเป็นไปของมนุษย์ มันเป็นคนละเรื่องกัน และบางที.. ผมคงจะถนัดกับศาสตร์แบบแรกมากกว่าล่ะมั้ง.....
ตลอด 4 ปีที่เรียนนิติศาสตร์มา ถึงแม้ผมจะตั้งใจเรียนแล้ว แต่ผลการเรียนมันก็แค่พอใช้ ไม่ได้ดีถึงขั้นน่าพอใจ
นานวันเข้า ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดที่ว่า "หากคนเราตั้งใจทำอะไรแล้ว มันต้องสัมฤทธิ์ผล" มันไม่เป็นจริงเสมอไป
เพราะมีสิ่งที่พยายามแล้วทำได้ดี และมีสิ่งที่พยายามแล้วก็ยังไม่ได้
มันถึงมีคำว่า "เรื่องที่ถนัด" และ "เรื่องที่ไม่ถนัด"
ถึงแม้ตอนนี้จะรู้สึกท้อกับการเรียนเนติ แต่ว่า....เราก็ต้องสู้ต่อไป....
ในฐานะคนๆหนึ่งที่ยังเชื่อมั่นว่า "หากคนเราตั้งใจทำอะไรแล้ว มันต้องสัมฤทธิ์ผล"
คำกล่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่..... แต่ละคนคงมีคำตอบที่แตกต่างกันไป ตามแต่ประสบการณ์ชีวิตที่เจอมา
แต่ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องสู้ต่อไปอย่างเต็มที่ จนกว่าจะหาคำตอบนั้นพบ
ใช่แล้ว.... เกิดเป็นคนทั้งที ใครจะไปยอมแพ้ต่อโชคชะตาง่ายๆ กันล่ะ....
ไม่ว่าแพ้หรือชนะ คำตอบมันจะออกมาหลังจากที่เราได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่แล้วต่างหากล่ะ....